วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

ปีโป้ เจหรือไม่เจ???

6 comments
เนื่องจากโพสที่แล้วถ่ายรูปข้าวของที่ไปซื้อมาเนื่องในโอกาสเทศกาลกินเจ หนึ่งในนั้นมี "ปีโป้" รวมอยู่ด้วย วันต่อมาคุณ ปิง แห่ง ping.peepo.net ได้ทิ้งข้อความไว้ใน chat box ว่า "...มีปีโป้สูตรเจด้วยเหรอ..." จริงๆที่ห่อก็ไม่มีติดป้ายเจไว้นะคะ เอ๊ะ...แล้วมันเจรึเปล่าล่ะ??

ปีโป้เป็นขนมเยลลี่รสผลไม้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆวุ้นนั่นละเนอะ ซึ่งพวกวุ้น เยลลี่ และขนมหวานต่างๆ มักจะมีส่วนผสมของ "เจลาติน" ซึ่งเจลาตินนั้นได้มาจากการแปรรูปคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวหนัง กระดูก รวมถึงเนื้อเยื่อของสัตว์ *0* ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เจลาตินหมูกันเพราะว่าราคาไม่แพงมาก ^_^ ดังนั้น หากขนมใดมีส่วนผสมของ
เจลาติน ขนมนั้นก็จะไม่เป็นอาหารเจ เพราะอาหารเจนั้นต้องเป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากสัตว์

แต่เอ๊ะ...ปีโป้มีเครื่องหมายฮาลาลด้วยนี่จะใช้เจลาตินหมูได้ยังไง??? เจลาตินที่นำมาใช้กันนั้น ไม่ได้มีแต่เจลาตินหมูค่ะ ยังมีเจลาตินวัว และเจลาตินปลา แต่ไม่เป็นที่นิยม เพราะพวกนี้มีราคาแพงกว่า
เจลาตินหมูมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง อืม....แต่ปีโป้นี่ราคาไม่แพงนะแพ็คที่เราซื้อมา 25 ถ้วย 20 บาท เอง อย่างนี้ปีโป้ใช้เจลาตินอะไรกันแน่เนี่ย??? แล้วตกลงคนที่ทานเจจะทานปีโป้ได้มั้ย??

ด้วยความที่เจลาตินวัว และเจลาตินปลามีราคาแพง และเด็กในประเทศมุสลิมก็ไม่ทานขนมที่มีส่วนผสมของเจลาตินหมูแน่ๆ จึงได้มีการใช้ สารทดแทนเจลาติน ซึ่งทำจากพืชเป็นประเภทสาหร่าย เรียกว่า "คาราจีแนน" ซึ่งคาราจีแนนนั้นมีคุณสมบัติคล้ายเจลาตินแต่ไม่เหนียวและยืดหยุ่นเท่า จะเห็นว่าขนมหลายประเภทนิยมใช้คาราจีแนนแทนเจลาติน เพราะการใช้คาราจีแนนจะทำให้ขนมเหล่านั้นฮาลาล
อย่างนั้นเรามาดู ingredients ของปีโป้กัน นั่นไง...ปีโป้ใช้คาราจีแนนแทนเจลาติน ซึ่งเป็นสาเหตุที่เราเห็นว่ามีเครื่องหมายฮาลาลหน้าห่อของปีโป้ด้วย และเมื่อคาราจีแนนทำมาจากพืช ฉะนั้น ปีโป้ก็ไม่มีส่วนผสมที่นำมาจากสัตว์ ^_^
นี่เป็นเพียงข้อมูลเกี่ยวกับปีโป้ที่เราค้นคว้าเอามาบอกกันค่ะ ใครจะทานหรือไม่ทานขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคนเองนะจ๊ะ

วันนี้ขอบ่นเท่านี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวขอไปเปิดตู้เย็น say hi กับน้องปีโป้ก่อน อิอิ

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

ช็อปปิ้งแบบเจๆ ต้อนรับเทศกาลกินเจ

4 comments

เนื่องด้วยเข้าสู่เทศกาลกินเจแล้วเมื่อวานเลยไปช็อปปิ้งซื้อข้าวของเอามาไว้ทำอาหารเจทาน ปีนี้เป็นปีที่ 4 ของเราแล้วในการทานอาหารเจในเทศกาลกินเจ สำหรับปีนี้เทศกาลกินเจจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม รวม 9 วัน 9 คืน

ปีแรก ที่เราเริ่มทานอาหารเจนั้นเนื่องจากว่าน้องสาวซึ่งทานเป็นประจำทุกปีเป็นคนชวนให้ลองทานดู ปีแรกเราก็ทานแบบชิวๆ มีใส่ต้นหอมในผัดหมี่บ้าง ใส่ซอสหอยนางรมในผัดผักบ้าง เนื่องจากเค้าว่ากันว่าหอยนางรมเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ถือว่าเป็นอาหารเจ เหตุผลก็มีมาตามตำนานเล่ากันมาว่า ช่วงที่พระถังซัมจั๋งออกธุดงค์เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ระหว่างที่ได้รอนแรมอยู่กลางทะเลไม่มีอาหารประทังชีวิต ท่านหิวมากจนเกือบสิ้นใจจึงได้อธิษฐานขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่ท่านจะได้มีชีวิตอยู่รอด และจะได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้สืบไป ทันใดนั้นก็มีหอยนางรมกระโดดขึ้นมาบนเรือของพระถังซัมจั๋ง ท่านจึงได้รับประทานหอยนางรมและมีชีวิตรอด ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาดังประสงค์ ด้วยเหตุนี้เค้าจึงยกให้หอยนางรมสามารถเป็นอาหารเจได้ ดังนั้นในปีแรกเราจึงใส่ซอสหอยนางรมในผัดผัก ถ้าจำไม่ผิดมีซื้อหอยนางรมมาทำอาหารทานด้วย อิอิ ที่เราทานอาหารเจนั้นไม่ได้ตามกระแส หรือเป็นแฟชั่นอะไรนะ พอน้องมาชวนเราก็คิดว่าก็ดีเหมือนกันทานเนื้อสัตว์มาตลอด ตอนนี้แค่งดทาน 9 วันเอง เป็นการงดเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตร่วมโลกกับเราก็ดีเหมือนกันนะ

ปีที่2 ก็ยังใส่ต้นหอมในผัดหมี่อยู่เพราะรู้สึกว่าต้นหอมมันก็แค่ผักน่ะ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสัตว์สักหน่อย แต่ปีนี้เลิกใส่ซอสหอยนางรม และไม่ได้ซื้อหอยนางรมมาทำอาหารทานแล้ว

จนมา ปีที่ 3 ได้ทานอาหารเจแบบครบสูตรไม่ใส่ต้นหอมในผัดหมี่อีกแล้ว อิอิ และปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในการทานอาหารของเราทีเดียว เพราะในปีนี้หลังจากทานอาหารเจมาครบ 9 วัน ก็จะต้องออกเจแล้ว แต่อยู่ๆเราก็เกิดมีความรู้สึกไม่อยากทานเนื้อหมู และเนื้อวัวเลย ทั้งๆที่ปกติชอบทานเนื้อวัวสุดๆๆๆ เราไม่รู้ว่าทำไมแต่มันเกิดขึ้นมาเองโดยที่จิตเราไม่ได้ปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น แต่ยังทานเนื้อไก่อยู่

แต่แล้วจนมาถึงวันตรุษจีนได้ไปร้านข้าวมันไก่ไหหลำเจ้าดังโดยที่ไม่รู้ว่าวันนี้ร้านเค้าปิด เพราะตอนรถขับผ่านฝั่งตรงข้ามเห็นประตู้ร้านเปิดตามปกติ เมื่อกลับรถมาจอดแล้วเดินมาที่หน้าร้านเห็นหม้อใบยักษ์ตั้งอยู่บนเตา พลันตาเราก็มองลงไปในหม้อทันทีเห็นไก่นอนลอยคออยู่ในหม้อยักษ์ใบนั้นเต็มไปหมด และทันใดก็ได้ยินเสียงกระต๊ากๆๆ เมื่อมองไปใกล้ๆกันนั้นเห็นลังพลาสติกที่เค้าบรรจุไก่เอาไว้วางซ้อนๆกันหลายลังมากๆ ในนั้นเต็มไปด้วยไก่ที่ยังมีชีวิตร้องกันเสียงหลง โถ....ไก่เอ๊ยเจ้าคงใจหายร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดเนอะ ก็เล่นเห็นเพื่อนๆถูกต้มลอยคอตายอยู่ตรงหน้าแบบนั้น และอีกไม่นานคงถึงคิวของพวกเจ้าเป็นแน่แท้ เรารู้สึกหดหู่ใจมาก เจ้าของร้านเดินมาบอกว่าวันนี้ไม่ได้ขายเพราะมีคนสั่งไก่ไปไหว้เจ้าเยอะมาก ไม่มีเวลามาทำขายหน้าร้าน หลังจากวันนั้นเราก็เลิกทานเนื้อไก่ ก็เป็นอันว่าตอนนี้เราไม่ทานเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่แล้ว ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรกเลยว่าจะไม่ทานเนื้อสัตว์พวกนี้ จนเวียนมาถึงเทศกาลกินเจปีนี้ก็ครบปีพอดีที่เราไม่ได้ทานเนื้อสัตว์เหล่านั้น แต่ยังทานกุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึกอยู่นะคะ

การทานอาหารเจของเรานั้นเราจะทำทานเองค่ะ ไม่ค่อยได้ซื้อ นอกจากจะจำเป็นต้องทานนอกบ้านก็ซื้ออาหารเจที่เค้าทำขายทานบ้าง เพราะเรารู้สึกว่าอาหารเจที่เค้าทำขายค่อนข้างจะมันๆ และที่สำคัญเราไม่ชอบพวกโปรตีนเกษตร และพวกของที่ทำให้เหมือนเนื้อสัตว์ เราว่ามันไม่อร่อย เลยทำอาหารเจทานเองดีกว่า ก็เน้นไปที่เมนูผักๆ ชอบผักอะไรก็ซื้อมาทำทานให้หมด อร่อยดีค่ะ

สำหรับอาหารเจนั้นเป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากสัตว์ และงดการปรุงอาหารด้วยพืชผักดังนี้
๑.กระเทียม
๒.หัวหอม,ต้นหอม,ใบหอม,หอมแดง,หอมขาว ,หอมหัวใหญ่
๓.หลักเกียว (ลักษณะคล้ายหัวกระเทียมแต่เล็กกว่า)
๔.กุ้ยฉ่าย
๕.ใบยาสูบ (บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมืนเมา)

ถ่ายรูปของที่ช็อปปิ้งมาเมื่อวานมาให้ดูด้วยค่ะ จริงๆมีผักสดด้วยนะแต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เดี๋ยวคราวหน้าจะมาจาระไนให้ฟังว่าช็อปอะไรมาบ้าง เห็นแค่นี้ก็เถอะสามารถทำอาหารเจได้หลากหลายเมนูเลยละ อร่อยๆทั้งนั้นเลย

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

โชว์หมู

6 comments
เห็นคนอื่นอัพบล็อกกันกระจายเลย เราสิไม่รู้จะเอาอะไรมาอัพ ด้วยความที่เป็นคนที่มีสาระน้อยนิดเหลือเกิน แหะๆ

พอดีเห็นบอร์ดไทยเสียว (thaiseoboard.com) มีกระทู้โชว์เช็คแล้วอยากจะโชว์กับเค้าบ้าง แต่ยังไม่ได้เช็คเลย - -" เลยยังไม่มีเช็คมาให้โชว์ วันนี้เลยขอเอาน้องหมูน้อยสีชมพู้...ชมพู..... มาโชว์ก่อนแล้วกัน เอ๊ะ....เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย อิอิ

มีคนน่ารักที่สุดในโลกคนนึงให้มาค่ะ ^_^ คนให้บอกว่าให้ตุ๊กตาน้องหมูมีความหมายเป็นเคล็ดว่าทำอะไรจะได้หมูๆไปซะทุกอย่าง ^_^ แต่ไม่รู้ว่ามีความหมายแฝงอะไรอีกด้วยรึเปล่า 55555



เวอร์ชั่นไม่เปิดแฟลช






เวอร์ชั่นเปิดแฟลช



วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

จะสร้างเว็บเป็นกับเค้าบ้างแล้ววว....

4 comments
วันนี้เอาหนังสือมาอวดค่ะ เพิ่งไปซื้อมาเมื่อวานนี้ที่ซีเอ็ดฯ สืบเนื่องจากอยากจะสร้างเว็บเป็นกับเค้าบ้าง แต่ด้วยความที่ง่อยมากในเรื่องการทำเว็บ เรียกว่าไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ ก็เลยใช้แต่ของฟรีอย่างเช่น blogger , flixya แต่ก็รู้สึกเสียดายนะถ้าเกิดวันดีคืนดี blogger เกิด ban บล็อกของเราขึ้นมา ทั้งๆที่เราแน่ใจว่าไม่ได้ทำผิดกฎก็ตาม เพราะอะไรๆที่ไม่ใช่ของเรานี่มันเอาแน่นอนอะไรไม่ได้เนอะ ประกอบกับบล็อกที่ติด adsense ของเราใช้ unique content ด้วย ก็เสียดายอยู่ว่าน่าจะเอามาใส่ในเว็บของเราเองน่าจะดีกว่า อีกทั้งได้อ่านจาก thaiseoboard เห็นเพื่อนๆหลายๆคนพูดถึงประโยชน์ของการเช่าโฮสทำเว็บเป็นของตัวเองไว้เยอะพอสมควร และพอดีได้ถามคุณสองมือผู้สุดแสนจะใจดี๊ใจดีคุณสองมือเลยให้ pass ของโฮสอันนึงมาให้ลองเข้าไปดู เข้าไปแล้วก็งงมากมาย ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยถามคุณสองมือว่าจะซื้อหนังสืออะไรมาอ่านดี.... คุณสองมือแนะนำว่าให้ลองซื้อหนังสือที่สอน dreamweaver และถ้ามี css ด้วยก็จะดี

เมื่อวานนี้ไปยืนเลือกดูอยู่นานมาก มีอยู่หลายเล่มเหมือนกันที่สอนการสร้างเว็บไซต์ และเล่มที่ซื้อมานี้ราคาแพงสุด และเล่มใหญ่สุดเลย ปกติไม่นิยมซื้อหนังสือเล่มใหญ่ๆแบบนี้นะเนี่ย เพราะมันต้องอ่านนาน แหะๆ ส่วนใหญ่จะซื้อเล่มประมาณพ็อกเก็ตบุ๊คที่เค้านิยมทำขายกันทั่วไป แต่ที่ตัดสินใจซื้อเล่มนี้มาทั้งๆที่ไม่ถูกสเป๊กเราอย่างแรง (แพง และเล่มใหญ่ --") ก็เพราะเปิดๆดูแล้วเห็นว่ามีครบเลยทั้งสอน dreamweaver และ css และสอนการทำเว็บตั้งแต่เบื้องต้นเลยทีเดียว ก็เลยเอาวะ...ซื้อก็ซื้อ จะได้ทำเว็บเป็นกับเค้าสักที แต่แอบเสียดายสตางค์เล็กน้อยเล่มละ 300 กว่าบาทแน่ะ นี่ทุ่มสุดฤทธิ์เลยนะ หนังสือเรียนราคาเท่านี้เวลาจะซื้อยังคิดนานกว่านี้เลย อิอิ ซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มอ่านเลย เอามาโชว์ก่อน อิอิ...

หนังสือมีชื่อว่า "ออกแบบและสร้างเว็บสวยด้วย Dreamweaver CS3 ฉบับสมบูรณ์" เจาะลึก! ความสามารถของ Dreamweaver ตั้งแต่เริ่มต้น ถึงระดับมืออาชีพ

หนังสือมีทั้งหมด 400 กว่าหน้า ราคา 319 บาท เรามีบัตรซีเอ็ดฯ ได้ลด 5% ก็เหลือ 304 บาท

ไม่รู้ว่าซื้อผิดหรือซื้อถูกเนี่ย แต่ซื้อมาแล้วละ หุหุ ถ้าอ่านแล้วหวังว่าจะพอสร้างเว็บเป็นกับเค้าได้บ้างแว้วววว ^_^ ว่าแต่ว่ายังไม่มีโฮสเลย 5555 อ่านไปด้วยทำ Flixya กับ Blogger หาเงินเช่าโฮสไปด้วย อ่านจบคงจะได้พอดี อิอิ เหลืออีก 20 กว่าเหรียญเท่าน้านนนน..... ก็จะได้เช็คแร้นนนน....สู้ๆๆๆๆ

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

ขนมหมี : หมีมีคิ้ว

6 comments
โพสแรกของเดือนกันยายน ขอระลึกอดีตด้วยการอัพเรื่อง "ขนมหมี" หรือชื่อเต็มๆของเค้าก็คือ "KOALA" Chocolate Snack แต่ส่วนใหญ่เรา และเพื่อนๆ จะเรียกว่าขนมหมีน่ะค่ะ

สมัยก่อนโน้นนนน...ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ในกลุ่มของเราจะมีเพื่อนๆ ที่บ้านอยู่จังหวัดทางภาคใต้ 2-3 คน เวลาเค้ากลับบ้าน ขากลับเค้าก็จะชอบซื้อขนมหมีกลับมาด้วย แล้วก็เอามาแบ่งกันกินในกลุ่มเพื่อนๆ จริงๆก่อนหน้านี้ตอนเรียนมัธยมก็ซื้อกินเองอยู่ แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยอาศัยเพื่อนกินเอาค่ะ 55555 เพราะเค้าจะซื้อกลับมา กทม.บ่อยมากๆ

วันนึงเพื่อนเอาขนมหมีมาวางแบ่งกันกินในกลุ่มตามปกติ แล้วเจ้าของขนมเค้าก็ถามว่า "เจอหมีมีคิ้วหรือยัง???" เด็ก กทม.ทั้งหลายต่างมองหน้ากันไปมา เพราะไม่เคยดูเลยว่าหมีมันมีคิ้วหรือไม่มีคิ้ว ขนมวางปุ๊บก็หยิบเข้าปากปั๊บ อย่างมากก็แค่ชำเลืองตามองหน้าน้องหมีสักเล็กน้อยก่อนหยิบเข้าปาก ว่าแล้วพวกเราก็รีบหยิบน้องหมีขึ้นมาดูกันยกใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะเจอแต่น้องหมีที่ไม่มีคิ้ว พวกเราก็เลยหาว่าเพื่อนคนนี้อำ แต่ได้รับการยืนยันจากเพื่อนจากภาคใต้อีกคนนึงว่าหมีมีคิ้วมันมีจริงๆ แต่ในกล่องไซส์ใหญ่ ข้างในจะมีแยกเป็นห่อเล็กๆ หลายๆห่อ ซึ่งจะมีแค่ห่อเดียวเท่านั้นที่จะมีหมีมีคิ้ว และมีแค่ตัวเดียวด้วย เรียกว่าเป็น Lucky Koala ใครได้กินหมีมีคิ้วแล้วจะโชคดี *0* ให้อธิษฐานขอหวย 5555 หรือขออะไรก็ได้ อันนี้เพื่อนคงพูดเติมเองอ่ะนะคะ แต่เราว่าอะไรที่คนอยากได้แต่มันมีน้อยๆแล้วถ้าเราได้มันมาก็ถือว่าโชคดีนั่นละค่ะ อย่างเช่น ผู้ชายดีๆที่ยังไม่มีแฟน 5555 เพราะเดี๋ยวนี้หาย้ากยากกก....

หลังจากนั้นมาเวลาพวกเรากินขนมหมีกันทีไรก็จะคอยลุ้นว่าจะได้หมีมีคิ้วกันมั้ย จนเราติดนิสัยมาถึงทุกวันนี้ เวลาจะกินขนมหมีต้องดูคิ้วน้องหมีก่อนกินทุกครั้ง วันก่อนไปช็อปน้องหมีมา 1 กล่อง แต่เป็นกล่องไซส์ธรรมดาที่ข้างในจะมีแค่ห่อเดียว ไซส์นี้ต้องลุ้นค่ะเพราะบางกล่องก็ไม่มีหมีมีคิ้วค่ะ เพราะทางบริษัท Lotte ของญีปุ่น ผู้ผลิตเจ้าขนมหมีนี้ได้ประกาศไว้ว่าได้ใส่หมีมีคิ้ว (Lucky Koala) ไว้ในอัตราส่วน 1 ตัวต่อ 5 กล่อง ค่ะ กินขนมหมีมาก็นานแสนนาน แต่ก็ไม่ค่อยได้เจอหมีมีคิ้วหรอกค่ะ แต่วันนี้เราโชคดีค่ะได้เจอหมีมีคิ้วด้วย ^_^

เอ่อ...บล็อกนี้มีแต่โพสไร้สาระเนอะ 5555

มา..มาดูกันดีกว่าว่าหมีมีคิ้วเป็นยังไง

อันนี้เป็นหน้าตาของกล่องขนมหมีไซส์ปกติ ซึ่งทางบริษัท Lotte ของญีปุ่น ผู้ผลิตเจ้าขนมหมีนี้ได้ประกาศไว้ว่าได้ใส่หมีมีคิ้ว (Lucky Koala) ไว้ในอัตราส่วน 1 ตัวต่อ 5 กล่อง ค่ะ

แล้วนี่ค่ะโฉมหน้าของ "หมีมีคิ้ว" น่ารักมั้ย??? อิอิ



ขอจบเรื่องหมีมีคิ้ว ด้วยความไร้สาระไว้เพียงเท่านี้ คนแก่ระลึกอดีตก็เงี้ย อย่าว่ากันเร้ยยยย....อิอิ
 

You Are My Smile Copyright 2008 All Rights Reserved